สายพันธ์ของสัตว์

หมวดหมู่ของสัตว์เลี้ยงที่จำแนกตามแนวทางสัตวศาสตร์ของสัตว์        1. การจัดหมวดหมู่ทางสัตวศาสตร์ของสัตว์กระเพาะรวม  สัตว์กระเพาะรวมมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยทั่วไปสัตว์กระเพาะรวมจะมีกระเพาะอยู่ 4 กระเพาะ และกินอาหารโดยการเคี้ยวอย่างหยาบ ๆ แล้วกลืนลงกระเพาะที่ 1 อาหารจะมีการหมักระยะหนึ่ง จากนั้นสัตว์จะขยอกอาหารออกมาเคี้ยวให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะกลืนกลับเข้าไปผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึมในกระเพาะที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ         2. การจัดหมวดหมู่ทางสัตวศาสตร์ของสัตว์กระเพาะเดี่ยว  สัตว์กระเพาะเดี่ยวต่างจากสัตว์กระเพาะรวมตรงที่มีกระเพาะเพียงหนึ่งกระเพาะเท่านั้น กินอาหารโดยการเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนลงกระเพาะ อาหารจะถูกย่อยที่กระเพาะและดูดซึมที่ ลำไส้เล็ก สัตว์กระเพาะเดี่ยวจะไม่สามารถย่อยอาหารที่มีเส้นใยสูง ๆ ได้ ซึ่งผิดจากสัตว์กระเพาะรวมที่สามารถย่อยอาหารที่มีเส้นใยสูง ๆ ได้         3. การจัดหมวดหมู่ทางสัตวศาสตร์ของสัตว์ปีก  สัตว์ปีกมีความแตกต่างจากสัตว์เคี้ยวเอื้องและสัตว์กระเพาะเดี่ยวชนิดอื่น ๆ ตรงที่สัตว์ปีกไม่มีฟันสำหรับบดเคี้ยวอาหาร กินอาหารได้โดยการทำให้อาหารอ่อนและเปียกภายในปากแล้วกลืนลงสู่กระเพาะแรกที่เรียกว่า กระเพาะพัก (crop) อาหารจะถูกบดย่อยในกระเพาะบดที่เรียกว่า กึ๋น (gizzard) ก่อนที่จะดูดซึมไปใช้ต่อไป 
            การแบ่งประเภทของสัตว์เพื่อจัดหมวดหมู่ตามทรัพยากรสัตว์ หรือตามผลผลิตที่ให้ หรือตามระบบสรีระ เช่น ระบบโครงร่าง ระบบการย่อยอาหาร เป็นต้น เพื่อให้สามารถทราบถึงคุณสมบัติ ความสามารถในการให้ผลผลิต แหล่งที่อยู่ จุดประสงค์ในการเลี้ยงของมนุษย์ ระบบสรีระที่มีความคล้ายคลึงกันและพฤติกรรมการกินอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ในโลกนี้หลายประเภทและ หลายพันธุ์ ซึ่ง ดำรง กิตติชัยศรี และคนอื่น ๆ (2546) ได้แบ่งประเภทและพันธุ์ของสัตว์เลี้ยง ไว้ดังนี้1. ประเภทสัตว์เลี้ยง            สัตว์เลี้ยงมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไปทั้งด้านการกินอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย และพฤติกรรม เราสามารถแบ่งประเภทของสัตว์ได้ดังนี้    1.1 แบ่งตามจุดประสงค์ของมนุษย์ที่จะนำมาใช้ประโยชน์             1.1.1 สัตว์ป่า (wild animals) ได้แก่ กวาง ช้าง แรด อีเก้ง นกป่า เสือ สิงโต งู ไก่ป่า ผึ้ง เต่า เป็นต้น             1.1.2 สัตว์เลี้ยงในฟาร์ม (farm animals) ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ เป็ด ไก่ ห่าน ไก่งวง นกกระทา เป็นต้น    1.2 แบ่งตามวัตถุประสงค์ (purpose animals) ของการเลี้ยง             1.2.1 เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ (economic animals) ได้แก่ โคเนื้อ โคนม กระบือ สุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ด เป็นต้น             1.2.2 เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ (new alternative economic animals) ได้แก่ นกกระจอกเทศ อูฐ จระเข้ กวาง วัวแดง ผึ้ง สุกรป่า จิ้งหรีด เป็นต้น             1.2.3 เพื่อเป็นสัตว์สวยงามและให้ความเพลิดเพลิน (companion animals) ได้แก่ สุนัข แมว โคชน นกเขา กระต่าย นกสวยงาม เป็นต้น             1.2.4 เพื่อเป็นสัตว์สงวนหรือสัตว์อนุรักษ์พันธุ์ (conservative animals) ได้แก่ วัวแดง กูปรี เป็นต้น    1.3 แบ่งตามสรีระ ระบบโครงร่างหรือขนาดของสัตว์             1.3.1 สัตว์ใหญ่ ได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ลา ล่อ เป็นต้น             1.3.2 สัตว์เล็ก ได้แก่ สุกร แพะ แกะ กระต่าย สุนัข แมว เป็นต้น             1.3.3 สัตว์ปีก ได้แก่ ไก่ เป็ด ไก่งวง ห่าน เป็ดเทศ นกกระทา นกกระจอกเทศ เป็นต้น             1.3.4 สัตว์น้ำ ได้แก่ ปลา กุ้ง ปู หอย เป็นต้น (จัดเป็นสัตว์จำพวกการประมง)             1.3.5 สัตว์อื่น ๆ ได้แก่ จระเข้ กบ เต่า ไหม ผึ้ง ตะพาบน้ำ งู เป็นต้น   1.4 แบ่งตามสรีระ ระบบย่อยอาหาร             1.4.1 สัตว์กระเพาะเดี่ยว (simple stomach) ได้แก่ สุกร ไก่ ม้า ลา ล่อ กระต่าย หนู เป็นต้น             1.4.2 สัตว์กระเพาะรวม (compound stomach) ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ เป็นต้น  1.5 แบ่งตามพฤติกรรมการกิน             1.5.1 สัตว์กินพืช (herbivores) ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ ช้าง ม้า อูฐ เป็นต้น             1.5.2 สัตว์กินเนื้อ (carnivores) ได้แก่ เสือ สิงโต สุนัข แมว เป็นต้น             1.5.3 สัตว์กินพืชและกินเนื้อ (omnivores) ได้แก่ สุกร หนู เป็นต้น2.พันธุ์สัตว์ที่ควรทราบ            สัตว์แต่ละชนิดก็มีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ก็มีรูปร่าง ลักษณะ พฤติกรรม และการกินอาหารแตกต่างกันออกไป สัตว์เลี้ยงที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจในโลกนี้มีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ดังต่อไปนี้        2.1 ประเภทและพันธุ์โค โคที่เลี้ยงกันในปัจจุบัน มีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากการผสมข้ามพันธุ์เป็นลูกผสมก่อนและพัฒนามาเป็นพันธุ์แท้ ดังแสดงไว้ใน ตารางที่ 1 ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นจำพวกตามจุดประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้                    2.1.1 พันธุ์โค แบ่งตามการให้ประโยชน์ได้ ดังนี้                         2.1.1.1 ประเภทโคเนื้อ (beef type) เป็นประเภทที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร โดยเฉพาะลักษณะเด่นของโคประเภทนี้จึงมุ่งเน้นให้มีเนื้อมากและมีคุณภาพเนื้อสูง เช่น เนื้อสะโพก เนื้อสัน เป็นต้น จึงจะต้องมีรูปทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (blocky type) ทรงต่ำ ลำตัวยาว กว้างและลึก คอสั้นหนา มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ไม่แสดงการสะสมของไขมัน โดยเฉพาะบริเวณมะพร้าวห้าว โคนขาด้านหลัง เป็นต้น เป็นลักษณะที่แสดงออกถึงการมีเนื้อมากตารางที่ 1 แสดงชื่อพันธุ์โคเนื้อ

 พันธุ์ ถิ่นกำเนิด สีลำตัว รูปร่างลักษณะ
 อเมริกันบราห์มันAmerican Brahman รัฐเท็กซัสUSA เทา ขาว แดง ล่ำสัน ลำตัวยาวลึก หน้ายาว หน้าผากนูน ตะโหนกสูง มีเหนียงคอ-เหนียงท้อง หูกางยาว บั้นท้ายลาดมน เป็นโคเนื้อหลักที่รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง  เพศผู้หนัก 800 กก. เพศเมียหนัก 550-600 กก.
 ฮินดู บราซิลHindu brazil บราซิล เทาเข้ม คล้ายอเมริกันบราห์มันแต่มีโครงร่างใหญ่ หูใหญ่และยาวมาก ตะโหนกตั้งสูง ลำตัวสูงถึง 175 ซม.เป็นโคที่เลี้ยงกันตามสมัยนิยม หรือเลี้ยงเป็นโคสวยงาม เพศผู้หนัก  1,100-1,200 กก. เพศเมียหนัก 650-700   กก.
 โคพื้นเมืองของไทยThai Native ไทย ขาว /น้ำตาล/แดง หน้ายาว บอบบาง หน้าผากแคบ ใบหูเล็กปลายแหลม มีตะโหนก มีเหนียงคอ-เหนียงท้องเล็กน้อย ขนาดลำตัวเล็ก
เพศผู้หนัก  300-350 กก. เพศเมียหนัก 200-250  กก.
 อเบอร์ดีนแองกัสAberdeen angus สก็อตแลนด์ สีดำปลอด หัวเล็กและยาว(ปานกลาง) ลำตัวยาวและลึก มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม ไม่มีเขา   เพศผู้หนัก 900,เมีย 700 กก.
 ช็อตฮอร์นShorthorn
 อังกฤษมี  3 สี  คือแดง-โรน-ขาว
สีแดงนิยมมากสุด
 หน้าสั้น ขนหยุกหยิก จมูกกว้าง เขาโค้งลงล่าง คอสั้น รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม อเมริกานำไปปรับปรุงจนไม่มีเขา                      เพศผู้หนัก 850-900,เมีย 600-650 กก.
 เฮียร์ฟอร์ด
Hereford
 อังกฤษ สีแดง 
(ไอ้หน้าขาว)
สีขนบริเวณหน้า-หน้าอก-พื้นท้อง-พู่หางและข้อเท้าทั้งสี่ มีสีขาว รูปร่างหนา เตี้ยและสั้น เขาค่อนข้างสั้น หรือไม่มีเขา         เพศผู้หนัก 1,000   เพศเมีย 860 กก.
 ชาโรเลส์Charolais ฝรั่งเศส สีครีมตลอดทั้งตัวคอสั้น รูปร่างยาว ขายาว สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ เกษตรกรไทยนิยมนำมาผลิตวัวลูกผสม ให้เนื้อมาก 
เพศผู้หนัก 1,100-1,450,เมีย 770-1,000 กก.
 ลิมูซีน
Limousin
 ฝรั่งเศส สีเหลืองอ่อนตลอดทั้งตัวขอบตา จมูกมีสีคล้ำ คอสั้น รูปร่างคล้ายชาโรเลส์ ตะโหนกสูง หน้าผากกว้าง
เพศผู้หนัก 1,100,เมีย 650-850 กก.
 ซิมเมนทอลSimmental สวิสต์เซอร์แลนด์ น้ำตาลแดง หน้าขาว(มีสายเลือดของเฮียร์ฟอร์อยู่) พื้นท้อง ขา พู่หางมีสีขาว ลำตัวยาว สูงใหญ่ ไม่มีเขา เป็นโคทวิประสงค์
(Dual Purpose type )ให้เนื้อดีและให้นมมาก เพศผู้หนัก 1,100-1,300,เมีย 700-800 กก.
 แซนต้ เกอร์ทรูดิสSanta gertrudis อเมริกา แดงมะฮอกกานีเป็นโคลูกผสม  มีเหนียงคอ มีเขา มีขนาดลำตัวใหญ่ ผิวหนังยืดหยุ่น มีเลือดผสม ช็อตฮอร์น : บราห์มัน = 62.5:37.5 %           เพศผู้หนัก 900,เมีย 750 กก.
 เดราท์มาสเตอร์Drought masterออสเตรเลีย  แดง แต่อาจผันแปรตั้งแต่แดงอ่อนไปจนถึงแดงเข้ม เป็นโคลูกผสม หัวใหญ่ หน้ายาวและกว้าง  ลำตัวยาวและลึก แนวหลังตรง โตเร็ว ทนเห็บ มีเลือดผสม                               โคยุโรป (เฮียร์ฟอร์ด+ช็อตฮอร์น) : โคอินเดีย (บราห์มัน) = 50:50 %   เพศผู้หนัก 800-900,เมีย 600-700 กก.
 โคพันธุ์กบินทร์บุรี ไทย น้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม ศรีษะกว้างแข็งแรง หน้าผากหนาค่อนข้างยาว มีเหนียงคอ ลำตัวลึกพอประมาณ ผิวหนังยืดหยุ่น 
มีเลือดผสม   ซิมเมนทอล : บราห์มัน = 50:50 %   เพศผู้หนัก 800-9000,เมีย 500-650 กก.
 โคพันธุ์ตาก ไทย น้ำตาลอ่อน    จนถึงคล้ายสีทอง หน้าผากกว้าง หน้าสั้น ผิวหนังยืดหยุ่น ลำตัวขนาดใหญ่ โตเร็ว ข้อเท้าสั้นแข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศร้อน มีเลือดผสม            ชาโรเลส์ : บราห์มัน = 62.5:37.5 %   เพศผู้หนัก 800-1,000,เมีย 500-600 กก.
 โคพันธุ์กำแพงแสน
Kampheangsaen
 ไทย ขาวครีม จนถึงเหลืองอ่อนทั้งตัว ขนสั้นเรียบเป็นมัน จมูกและปากกว้าง ลำตัวยาวและกว้าง หลังกว้าง ซี่โครงกาง อกใหญ่ มีเนื้อมาก ขายาวพอควร ข้อเท้าสั้นแข็งแรง กีบเท้าขนาดพอเหมาะ มีสายเลือดพื้นเมือง : บราห์มัน : ชาโรเลส์ = 25:25:50 เพศผู้หนัก 600-900,เมีย 400-600 กก.
โคพันธุ์ไทยบราห์มัน ไทยขาวเทา     หรือแดง จมูกและปากโดยรอบมีสีดำหรือแดงเรื่อๆ หน้าผากโค้งมนไปทางลูกตา หูค่อนข้างยาวปรก ลำตัวกว้างและยาว ผิวหนังค่อนข้างหลวม มีตะโหนกค่อนข้างใหญ่  เหนียงคอหย่อนยาน กีบเท้าโค้งมนมีสีดำ  มีสายเลือดบราห์มันออสเตรเลีย : บราห์มันอเมริกา  = 100:100=50:50 เพศผู้หนัก 800-1,000,เมีย 500-600 กก.